ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เรื่องที่แนะนำ

[ เนื้อเพลง | Full Lyrics ] Into the Unknown – FROZEN 2 (OST) Idina Menzel | แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น

Idina Menzel, AURORA - Into the Unknown (From "Frozen 2"/Audio Only) Wichayanee Pearklin, AURORA - Into the Unknown (From "Frozen 2"/Audio Only) [ เนื้อเพลง | Full Lyrics ]  Into the Unknown - FROZEN 2 (OST)  Idina Menzel | แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น Ah ah oh oh oh Ah ah oh oh oh oh oh oh Into the unknown Into the unknown Into the unknown Ah ah ah ah ah I can hear you but I won’t Some look for trouble While others don’t There’s a thousand reasons I should go about my day And ignore your whispers Which I wish would go away, ah ah oh oh Oh oh ได้ยินเสียงเธอ แต่ไม่ฟัง ฉันไม่อยากวุ่นวาย พอได้หรือยัง มีเหตุผลตั้งร้อยพัน ให้ตั้งมั่นกับชีวิตไป จะไม่สนเสียงเรียกนั่น หวังว่ามันจะหยุดกวนใจ You’re not a voice You’re just a ringing in my ear And if I heard you, which I don’t I’m spoken for I fear Everyone I’ve ever loved is here within these walls I’m sorry, secret siren, but I’m blocking out your calls

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ท้าวทองกีบม้า จาก สตรีผู้สูงศักดิ์ สู่ ขอทานข้างถนน

         มารี หรือที่คนรู้จักในอโยธยาเรียกเธอว่า แม่มะลิ หนึ่งในบุคคล ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ จากเรื่อง บุพเพสันนิวาส เรื่องราวชีวิตของ มารี กีมารด์ (Marie Gimard) หรือ ท้าวทองกีบม้า ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ราชินีแห่งขนมไทย แต่ก็ใช่ว่า ชีวิตของเธอจะหอมหวาน เหมือนสูตรขนมที่เธอคิดค้น ตรงกันข้าม เรื่องราวชีวิตของเธอนั้นกลับพลิกผลันขึ้นลงยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกา เรื่องราวชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของบุคคลในประวัติศาสตร์ท่านนี้จะเป็นอย่างไร...มาดูกัน


         ท้าวทองกีบม้าได้รับการบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งจากข้อมูลในหนังสือ การเมืองในประวัติศาสตร์ “ขนมหวาน” ของ ท้าวทองกีบม้า “มาดามฟอลคอน” ขนมไทย หรือ ขนมเทศ เขียนโดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย และ ปรามินทร์ เครือทอง นั้นระบุว่า ท้าวทองกีบม้า เป็นชื่อตำแหน่ง ข้าราชการสำนักฝ่ายใน สังกัดวิเศษกลาง หมายถึง แม่ครัว ซึ่งชื่อตำแหน่งนี้มีระบุอยู่ในกฏมณเฑียรบาล ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ



สำหรับตำแหน่ง หัวหน้าแม่ครัว จะเรียกว่า ท้าวอินสุริยา ดูแลแม่ครัว ทั้งฝ่ายวิเศษกลางและวิเศษนอก ตำแหน่งท้าวทองกีบม้าอยู่ในฝ่ายวิเศษกลาง โดยมีท้าวเทพภักดีดูแลของคาว และท้าวทองพยศดูแลของหวาน สำหรับตำแหน่ง ท้าวทองกีบม้า คือ ผู้ช่วยดูแลทั้งของคาวและของหวาน





         โดยชื่อเต็มๆ ของ มารี กีมารด์ คือ มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) มีเชื้อสายโปรตุเกส เบงกอล และญี่ปุ่น เป็นลูกสาวคนโต ของ ฟานิก กูโยมาร์ พ่อผู้เคร่งศาสนา และ อูร์ซูลา ยะมะดะ แม่ของ มารี กีมาร์ ผู้มีประวัติด่างพร้อยว่านางคบชู้กับบาทหลวง ทอมัส วัลกัวเนรา (Thomas Vulguaneira) มารี กีมาร์ มีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2202 - พ.ศ. 2265 เป็นสุภาพสตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต้นตระกูลของเธอเข้ามาตั้งรกรากที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยที่ญี่ปุ่นมีการกวาดล้างชาวคริสต์ จากคำบอกเล่าของ อิกเนซ มาร์แต็งซ์ (Ignez Martinz) ย่าของ มารี กีมาร์ เล่าว่า
ครอบครัวของนางเป็นคาธอลิกที่เคร่งครัดมาก แต่ในช่วงเวลานั้น ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า โชกุน ได้ออกพระราชกฤษฏีกา ในพระนามสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิให้จับกุมชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ ลงโทษ และยึดทรัพย์ บาทหลวงที่เผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่นถูกกำจัดและขับไล่ ย่าของ มารี กีมาร์ ก็อยู่ในหมู่ของชาวคริสต์ที่ถูกขับไล่ด้วย

มรณะสักขี(martyrs)ชาวคริสต์ที่นางาซากิ
สัณนิษฐานว่าเป็นการสังหารชาวคริสต์ในสมัยโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ อายุราวศตวรรษที่ 16-17


         จากจดหมายเหตุของบาทหลวงโคลัด เดอ แบส (Cluade de Beze) บาทหลวงผู้ใกล้ชิดกับครอบครัวของ ท้าวทองกีบม้า ได้จดบันทึกเกี่ยวกับ อิกเนซ ผู้เป็นย่าของ ท้าวทองกีบม้า ก่อนที่จะโดนขับไล่ออกจากญี่ปุ่นว่า อิกเนซ มีคู่หมั้นเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในตระกูลโชกุนที่นับถือศาสนาคริสต์เหมือนกัน ตัวโชกุนเองพยายามเกลี้ยกล่อมให้เลิกนับถือศาสนาคริสต์หลายครั้งก็ไม่เป็นผล ทำให้ต้องออกอุบายหลอกว่า อิกเนซ คู่หมั้นได้ยกเลิกนับถือศาสนาคริสต์แล้ว แม้คู่หมั้นชายจะเสียใจมาก แต่อย่างไรเสียก็ยืนกรานไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา 

ซามูไรเข้ารีต ในโบสถ์คริสต์ทรงญี่ปุ่น ในฉากบังลมของคาโน โดะมิ

เมื่อเห็นว่าการเจรจาไม่เป็นผล คู่หมั้นชายจึงถูกจับใส่กระสอบมาที่เมืองนางาซากิ และถูกจับลงเรือ เนรเทศออกจากญี่ปุ่นไปพร้อมกับชาวคริสต์คนอื่นๆ บนเรือนั้นเอง คู่หมั้นชายได้พบ อิกเนซ ทำให้รู้ว่า เรื่องที่นางยอมเปลี่ยนศาสนานั้น เป็นเรื่องโกหก ทั้งคู่พร้อมกับชาวคริสต์คนอื่นๆ ถูกพามาปล่อยที่ เมือง ฟายโฟ (Faifo) ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นดินแดนที่มีชาวคริสต์อยู่มาก ทั้งคู่ได้แต่งงาน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างยากจน 
แต่ก็ได้ทำการค้าเรื่อยมาจนร่ำรวย ประจวบกับในเวลานั้นมีชาวญี่ปุ่นเข้ารีดกลุ่มหนึ่งเดินทางไปอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่แบ่งแยกศาสนา สงบ ร่มเย็น เป็นประเทศที่ร่ำรวย และอุดมสมบูรณ์มาก สามารถตั้งหลักทำมาหากินได้ดีกว่าฟายโฟ ปู่และย่าของ มารี กีมาร์ จึงตัดสินใจเดินทางอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ยังกรุงสยาม และอาศัยอยู่เรื่อยมาจนเสียชีวิต

เมืองฮอยอันหรือฟายโฟในปัจจุบัน

         ส่วน มารี กีมารด์ นั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามมาก เป็นที่ต้องตาต้องใจของชายหนุ่ม นอกจากรูปโฉมภายนอกแล้ว เธอยังเป็นผู้ที่มีจิตใจงดงาม นิสัยเรียบร้อย ซื่อสัตย์ มีความอดทนเป็นเลิศ และเคร่งครัดในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก แต่ด้วยวัยเพียงแค่ 16 ปี เธอต้องสมรสกับ คอนสแตนติน ฟอลคอน เชื้อสายกรีก ผู้ที่เข้ามารับราชการอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างสูง 

รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง ท้าวทองกีบม้า ณ หมู่บ้านญี่ปุ่น จังหวัดอยุธยา

ซึ่งในเวลานั้น ฟอลคอน เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่ขุนนางในฐานะผู้ใกล้ชิดและไว้วางพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ชีวิตสมรสของ นาง มารี กีมารด์ ไม่สู่จะราบรื่นนัก ด้วยความที่ ฟอลคอน เป็นผู้ที่มีนิสัยเจ้าชู้ มักนอกใจเธอเสมอ ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ฟอลคอน มีบุตรสาวคนหนึ่ง ที่เกิดกับหญิงชาววังที่ได้รับพระราชทานจากกรมหลวงโยธาเทพ เพื่อผูกมัด ฟอลคอน ไว้กับราชสำนัก หลังแต่งงาน มารี กีมารด์ จึงส่งหญิงผู้นั้นไปเมืองพิษณุโลก และแสดงน้ำใจด้วยการนำบุตรของหญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี 
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบ เพราะความเจ้าชู้ของ ฟอลคอน ถึงขั้นนอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทนางทาสในอุปการะของเธอเอง ด้วยความอดทนทำให้เธอสามารถประคับประคองชีวิตสมรส จนกระทั่ง มีบุตรชายด้วยกัน 2 คน ชื่อ จอร์จ และ ฮวน แต่ฮวนกลับมีสุขภาพร่างกาย ไม่แข็งแรง จนป่วยตายก่อนวัยอันควร


ก่อนหน้าที่ มารี กีมารด์ จะตกลงปลงใจยอมแต่งงานกับ คอนแสตนติน ฟอลคอน นั้นเธอก็มิได้เคยนึกรักหรือชอบพอบุคคลผู้นี้มาก่อน ออกจะไม่สู้ชอบพอนิสัยใจคอของสามีเธอด้วยซ้ำ นอกจากนั้น ฟานิค บิดาของเธอยังเกลียดชัง ฟอลคอน มากด้วย นอกจาก ฟอลคอน จะนับถือศาสนาโปรเตสตันท์แล้ว เขายังมักแสดงอาการดูหมิ่นฟานิกอยู่เป็นประจำ 
หากแต่ได้รับคำขอร้องจาก บาทหลวงฝรั่งเศสอันเป็นที่เคารพนับถือของ มารี กีมาร์ และ ฟานิก โดยฟอลคอนจะยินยอมเปลี่ยนศาสนามาเป็นคาธอลิก ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นแผนการอย่างหนึ่งของ ฟอลคอน ที่จะเข้าใกล้ชิดบาทหลวงฝรั่งเศสผู้นี้ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม





ถึงแม้ว่า คอนแสตนติน ฟอลคอน จะมีนิสัยเจ้าชู้ แต่ก็ให้ความเกรงใจเธอมาก นอกจากนั้น หน้าที่ราชการของเขาก็ยังเจริญรุ่งเรืองอย่างมากอีกด้วย กล่าวคือ หลังจากแต่งงานได้เพียง 1 ปี คอนแสตนติน ฟอลคอน ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างป้อมแบบยุโรป 
ต่อมาออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ถึงแก่กรรม ทำให้ตำแหน่งพระคลังสินค้าว่างลง จึงแต่งตั้งให้ ออกญาพระเสด็จดำรงตำแหน่งแทน แต่ออกญาพระเสด็จไม่สันทัดในเรื่องของการต่างประเทศ จึงมอบหมายให้ คอนแสตนติน ฟอลคอน เข้ามาดูแลในตำแหน่งผู้ช่วยโกษาธิบดี และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ออกพระฤทธิ์กำแหงภักดี” แต่นอกจาก ตำแหน่งในราชการแล้ว ออกพระฤทธิ์กำแหงภักดีได้แอบแฝงทำกิจการค้าขายกับกรมพระคลังสินค้า เพื่อประโยชน์ส่วนตนทำให้ร่ำรวยมั่งคั่งมากขึ้นจนมีคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า ทั้งที่อยุธยาและลพบุรี ซึ่งส่งผลให้ชีวิตของ มารี กีมารด์ และลูกๆ อยู่ด้วยความสุขสบาย 



คอนแสตนติน ฟอลคอน มีชีวิตเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ราชการมาก 6 ปี หลังจากรับราชการ ฟอลคอน ได้ก้าวขึ้นจุดสูงสุดแห่งอำนาจของขุนนางสยาม โดยดำรงตำแหน่ง “สมุหนายก อัครมหาเสนบดี” แต่อำนาจวาสนาไม่ยืนยาวนัก เพียงไม่กี่วันต่อมานับจากได้รับการแต่งตั้ง ก็มีอันต้องถูกจับในข้อหากบฏ และสารภาพว่าตน ชาวคริสต์ และชาวฝรั่งเศส ในประเทศสยามทั้งหมด จะร่วมมือกันก่อการจลาจล ในระหว่างที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรอย่างหนัก 
ซึ่งความดังกล่าวได้ทราบถึงพระเพทราชา และโกษาปาน จึงได้ทำการยึดอำนาจ ฟอลคอน ถูกจับกุม และถูกประหารชีวิตที่เมืองลพบุรี นับอายุรวมได้ 41 ปี เป็นอันจบชีวิตของสมุหนายกแห่งสยาม และทรัพย์สิ้นทั้งหมดก็ต้องถูกริบ





มารี กีมาร์ บุตร ญาติพี่น้อง และคนใช้ภายในบ้านทุกคนถูกจับ และลงโทษด้วยการโบย เพื่อให้บอกที่ซ่อนสมบัติ แล้วนำตัวไปจองจำไว้ที่คอกม้า ลดฐานะครอบครัว คอนสแตนติน ฟอลคอน ลงเป็นทาส และเมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคต ราชสำนักได้ย้ายจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยา มารี กีมาร์ จึงถูกนำตัวไปที่อยุธยาด้วย โดยนำตัวเธอมาเป็นคนรับใช้ภายในวัง แต่ก็ยังมีอิสระในการพบญาติ และประกอบกิจกรรมทางศาสนาได้
กล่าวกันว่า ออกหลวงสรศักดิ์ ผู้เป็นโอรสพระเพทราชา มีความพึงพอใจในความงามของเธออยู่ก่อนแล้ว ต้องการได้เธอไปเป็นสนม แต่เธอไม่ยอม จึงทำให้ออกหลวงสรศักดิ์ไม่พอใจ จะทำร้ายเธอและลูกชาย สร้างความหวาดกลัวให้แก่เธอเป็นอย่างมาก ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจพาบุตรชาย ลอบเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา และพยายามร้องขอให้ช่วยส่งเธอไปอยู่ที่ ประเทศฝรั่งเศสแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ





จากเหตุการณ์นี้ มารี กีมารด์ ถูกนำตัวไปคุมขังต่ออีกเป็นเวลาประมาณ 2 ปี ด้วยการทำงานในห้องเครื่องต้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง มีปรากฏในหลักฐานของหมอแกมป์เฟอร์ (Engelbert Kaempfer) กล่าวว่า ท้าวทองกีบม้ากับจอร์จต้องไปขอทานอยู่ เข้าใจว่าอาจเป็นช่วงที่ต้องโทษ ซึ่งจะมีการปล่อยนักโทษให้ออกมาขอทานในวันพระ หลังจากนั้น เธอก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก แต่ก็ยังต้องมีหน้าที่ทำอาหารคาวหวาน ประเภทเครื่องกวนต่างๆ ส่งเข้าวังตามกำหนด ด้วยเหตุนี้ ทำให้เธอได้ใช้ฝีมือในการทำอาหาร โดยเฉพาะของหวานที่มีไข่และน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักอันเป็นลักษณะของของหวานโปรตุเกส 

ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำอาหารหวานตามแบบตะวันตกเป็นครั้งแรก เนื่องจาก ของหวานในสมัยโบราณมีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 สิ่ง คือ แป้ง ที่ได้จากข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียว ความหวาน ที่ได้จากมะพร้าวหรือตาล ที่เรียกว่า น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลปึก และสุดท้ายคือ มะพร้าว วัตถุดิบหาง่ายในท้องถิ่น ซึ่ง มารี กีมารด์ ก็คือผู้ริเริ่มนำวัตถุดิบในท้องถิ่นเหล่านี้มาใช้ทำขนมหวานตามแบบตะวันตก เป็นการดัดแปลงสูตรให้ลงตัวจนถูกปากคนไทย
 
ช่วงชีวิตของเธอในขณะนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากอย่างอดทน จนเธอต้องทำหนังสือร้องทุกข์ต่อกษัตริย์ฝรั่งเศส ทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จ่ายเงินเลี้ยงชีพให้แก่เธอบ้าง เพราะเมื่อครั้งออกญาวิไชยเยนทร์รุ่งเรืองนั้น เขาได้ร่วมหุ้นกับบริษัทอินเดีย ตะวันออกของฝรั่งเศส ข้อเรียกร้องของเธอเกือบไม่เป็นผล เรื่องยืดเยื้อยาวนาน หลายปีกว่าจะได้รับการตอบสนอง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส
พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส

นายจอร์จ ลูกชายของท้าวทองกีบม้า แต่งงานกับ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ตั้งชื่อให้ว่า คอนสแตนติน เหมือนปู่ จนกระทั่งช่วงบั้นปลายชีวิต ในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ ชีวิตของ มารี กีมารด์ กลับฟื้นคืนดีอีกครั้งหนึ่ง ก็ด้วยฝีมือในการปรุงอาหารหวานคาวของเธอนั่นเอง โดยได้เข้าไปรับราชการในโรงครัวหลวงของพระราชวัง และด้วยความซื่อสัตย์ของเธอ เธอจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลเครื่องเงิน เครื่องทองของวังหลวง เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และเก็บผลไม้ของเสวย มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นหญิงล้วนประมาณ 2,000 คน ซึ่งเธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ชื่นชม ยกย่อง 
มีบันทึกของชาวฝรั่งเศส ชื่อ โชมงต์ กล่าวไว้ว่า ด้วยตำแหน่งของนางทำให้นางมีช่องทางหาผลประโยชน์เข้าตัวมากมาย แต่นางเป็นคนซื่อตรงไม่ยอมหาผลประโยชน์ และทุกๆ ปี ก็หาเงินคืนเข้าท้องพระคลังได้ครั้งละมากๆ  ทำให้นางเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าท้ายสระ มารี กีมารด์ ได้สอนการทำขนมหวาน ได้แก่ ทองม้วน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง กระหรี่ปั๊บ ขนมหม้อแกง สังขยา ขนมผิง ขนมสัมปันนี ขนมขิง ขนมไข่เต่า และลูกชุบ ให้แก่ผู้ที่ทำงานอยู่กับเธอ และสาวๆ เหล่านั้นก็ได้นำไปถ่ายทอดต่อมายังครอบครัว และกระจายไปในหมู่คนไทยมาจนถึงปัจจุบัน 




มารี กีมารด์ ที่คนไทยรู้จักกันในนาม ท้าวทองกีบม้า จัดเป็นผู้ที่มีอายุยืนยาวมากคนหนึ่ง ในบั้นปลายของชีวิตที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาถึง 4 รัชกาล ได้แก่ รัชสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา รัชกาลสมเด็จหระเจ้าเสือ และรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งความสุขความสบายได้กลับมาเป็นของเธออีกครั้งหนึ่ง หลังจากต้องต่อสู้กับภัยอันเกิดมาจากการกระทำของสามีที่เธอไม่มีส่วนรับรู้ด้วยเลยเป็นเวลานาน ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมารด์ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และสุขสบายพอควร ช่วงเวลากลางวันเข้าไปทำงานในพระราชวัง เย็นกลับมาบ้านพักในค่ายโปตุเกส อยู่กับลูกหลาน ไปฟังธรรมที่โบสถ์และเยี่ยมญาติพี่น้องในวันที่มีเวลาว่าง


เรื่องราวชีวิตของท้าวทองกีบม้านี่แยกออกมาสร้างละครได้อีกเรื่องเลยนะคะ ช่วงชีวิตขาขึ้นก็ขึ้นแบบสุดๆ ดุจเจ้าหญิง แต่พอดวงตกก็ต่ำเตี้ยเลี่ยดิน จนแอบคิดไม่ได้ว่าถ้าท่านท้อใจลาโลกไปตั้งแต่ตอนดวงตก เราคงไม่มีขนมไทยอย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และขนมแสนอร่อยอื่นๆ หาทานกันง่ายๆ อย่างในปัจจุบัน และถ้าถูกใจคลิปนี้ก็อย่าลืมกดติดตามเป็นกำลังใจให้อ๋อด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ

โพสต์ยอดนิยม