ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เรื่องที่แนะนำ

[ เนื้อเพลง | Full Lyrics ] Into the Unknown – FROZEN 2 (OST) Idina Menzel | แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น

Idina Menzel, AURORA - Into the Unknown (From "Frozen 2"/Audio Only)

Wichayanee Pearklin, AURORA - Into the Unknown (From "Frozen 2"/Audio Only)
[ เนื้อเพลง | Full Lyrics ]  Into the Unknown - FROZEN 2 (OST)  Idina Menzel | แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น
Ah ah oh oh oh Ah ah oh oh oh oh oh oh Into the unknown Into the unknown Into the unknown Ah ah ah ah ah
I can hear you but I won’t Some look for trouble While others don’t There’s a thousand reasons I should go about my day And ignore your whispers Which I wish would go away, ah ah oh oh Oh oh
ได้ยินเสียงเธอ แต่ไม่ฟัง
ฉันไม่อยากวุ่นวาย
พอได้หรือยัง
มีเหตุผลตั้งร้อยพัน ให้ตั้งมั่นกับชีวิตไป
จะไม่สนเสียงเรียกนั่น หวังว่ามันจะหยุดกวนใจ
You’re not a voice You’re just a ringing in my ear And if I heard you, which I don’t

สูตรลดความอ้วน ด้วยนาฬิกาชีวิต

          เรื่องราวเกี่ยวกับ นาฬิกาชีวิต (biological clock) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพ หรือคนที่เริ่มหันกลับมาดูแลสุขภาพตัวเองสิ่งแรกๆ ที่จะศึกษาและปรับตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติเพื่อสุขภาพที่ดีก็มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นาฬิกาชีวิต เพราะเป็นตัวควบคุมระบบร่างกาย ถ้าตารางงานของนาฬิกาชีวิตรวน สุขภาพร่างกายก็เริ่มร่วงไปเรื่อยๆ ตารางงานของนาฬิกาชีวิตสัมพันธ์กับสุขภาพเราขนาดไหน และเราต้องทำอะไรเวลาไหนบ้าง ร่างกายถึงจะฟิตเฟิร์มกลับมาแข็งแรงปึ๋งปั๋งอีกครั้ง...มาดูกัน


         นาฬิกาชีวิต (biological clock) เปรียบเสมือนผู้จัดการส่วนตัวของเราที่จะบริหารระบบในร่างกาย ถ้าเราทำงานเป็นทีมกับผู้จัดการส่วนตัวระบบร่างกายเราก็จะทำงานออกมาได้เนี๊ยบๆ หน่อย แต่ถ้าเราไม่ค่อยฟังผู้จัดการเบี้ยวบ้างเลื่อนบ้าง ผลก็คือ ระบบการทำงานของร่างกายก็จะรวนๆ ส่งผลถึงสุขภาพภายนอก ไม่ว่าจะระบบขับถ่ายพัง ป่วยบ่อย ถ้าสะสมมากๆ ก็ลุกลามถึงขั้นเป็นมะเร็งกันแบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้น เรามารู้จักผู้จัดการส่วนตัวของเรากันให้มากขึ้น จะได้กลับไปทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คเพื่อสุขภาพของเรากันเถอะ นาฬิกาชีวิตนั้นตั้งอยู่บริเวณ Suprachiasmatic Nucleus (SCN) ของสมอง ไฮโพธาลามัส ทำหน้าที่บริหารระบบในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ เพราะสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ธรรมชาติที่ไม่หยุดนิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอด 24 ชม. ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตต้องปรับสภาวะร่างกายให้สอดคล้องกับวงจรของธรรมชาติใน 1 วัน
          นาฬิกาชีวิตของคนเราก็ทำงานเป็นวงจร 24 ชม. เช่นกัน แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงมืด กับ ช่วงสว่าง
  • สำหรับช่วงสว่าง แสงจะกระตุ้น SCN โดยอาศัยตัวรับแสง (Melanopsin) ซึ่งอยู่ที่ เรตินา (จอตา) กับที่เส้นใยประสาท Retinohypothalamic tract
  • สำหรับช่วงมืด (กลางคืน) ต่อมไพเนียล ของสมองจะหลั่ง เมลาโทนิน (Melatonin) มากระตุ้น SCN เมื่อ SCN ถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาท และฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของอวัยวะและต่อมต่างๆ เพื่อให้สภาวะร่างกายดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับวงจรของวันในธรรมชาติ
          เมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมาก โดยชักนำให้เกิดการนอนหลับ ปรับการทำงานของนาฬิกาชีวิต หรือ นาฬิกาชีวภาพ ช่วยชะลอความแก่ และป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่เมลาโทนินจะถูกหลั่งออกมาในช่วงกลางคืนเท่านั้น เนื่องจากถูกยับยั้งโดยแสง แม้แสงจะมีความเข้มต่ำเพียง 0.1 ลักซ์ (เทียบได้กับแสงในคืนพระจันทร์เต็มดวง) ก็ส่งผลให้ร่างกายหลั่งเมลาโทนินน้อยลงได้



          เมื่อนาฬิกาชีวิตทำงานผิดปกติ เซลล์ประสาทใน SCN จะหลั่ง Vasopressin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย และยังส่งผลไปควบคุมสภาวะร่างกาย เช่น อุณหภูมิของร่างกาย การตื่นตัว ความกระฉับกระเฉง เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น Vasopressin และเมลาโทนิน จะถูกหลั่งออกมาน้อยลง ส่งผลให้นาฬิกาชีวิตทำงานผิดปกติ คนชราจึงมีอาการต่างๆ เช่น นอนไม่ค่อยหลับ ใช้เวลาให้เริ่มหลับนาน ระยะเวลานอนสั้นลง นอนหลับไม่ลึก และเข้านอนเร็ว ทั้งนี้เป็นเพราะตัวรับแสงและตัวรับสัญญาณอื่นๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพลง

          ดังนั้น ในขณะนอนหลับจึงไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้ เพราะมีผลไปยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน และไม่ควรนอนหลับในช่วงเย็น เพราะจะทำให้ช่วงเวลาเข้านอนต้องเลื่อนไป การแพทย์จีนใช้ทฤษฏี หยิน-หยาง อธิบายความสัมพันธ์ 2 ด้าน ที่ต่อต้าน-ตรงกันข้ามกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่องควบคุมและสัมพันธ์กันตลอดเวลา โดย "หยิน" หมายถึง เย็น/ร่ม การหยุดนิ่ง กลางคืน ส่วน "หยาง" หมายถึง ร้อน/สว่าง กลางวัน การเคลื่อนไหว ดังนั้น หยิน-หยาง จึงเปรียบได้กับสภาวะธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งกลางวันและกลางคืน และเปรียบได้กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ที่ทำงานเชื่อมโยงกันและสอดคล้องกับวงจรของวัน โดยแต่ละช่วงเวลาจะมีอวัยวะบางชนิดหรือบางระบบที่ต้องทำงานหนัก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อวัยวะอื่นๆ จะหยุดทำงาน อวัยวะทั้งหมดยังคงทำงานเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลา

นาฬิกาชีวิตใน 1 วัน มีอะไรบ้าง?

3:00 - 5:00 น. เป็นเวลาของ ปอด เพื่อให้ระบบหายใจได้ทำงานเต็มที่และเซลล์ต่างๆ ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะที่สมอง ซึ่งสมองที่ได้รับออกซิเจนน้อยหรือไม่เพียงพอจะมีผลทำให้ความจำเสื่อมลงได้

4:00 - 5:00 น. เป็นช่วงที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุด ร่างกายควรได้รับความอบอุ่น หลีกเลี่ยงสภาวะอากาศเย็น ช่วงนี้จึงเหมาะต่อการตื่นนอนเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ ปอดทำงานได้ดีขึ้น สำหรับคนที่ระบบหายใจหรือปอดมีปัญหา หายใจติดขัด ไอ จาม มีน้ำมูก โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบต้องระวังสุขภาพ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่อาการกำเริบได้ง่าย

5:00 - 7:00 น. เป็นช่วงเวลาของ ลำไส้ใหญ่ เพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และมีการหลั่ง cortisol เพื่อช่วยใหร่างกายกระปรี่กระเปร่า ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย และตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ความดันเลือดในร่างกายจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น สำหรับคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ จะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก หายใจติดขัด โดยเฉพาะคนที่เป็น โรคหืด ควรระวังอาการกำเริบ

7:00 - 9:00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร เนื่องจาก ร่างกายต้องการพลังงาน ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารมื้อเช้า สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน ภูมิแพ้ ไขข้ออักเสบรูมาทอยด์ ช่วงเวลานี้ควรระวังอาการกำเริบได้ 

9:00 - 11:00 น. เป็นช่วงเวลาของ ม้าม และ ตับอ่อน โดย ม้าม ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย กำจัดเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ ส่วน ตับอ่อน จะผลิตเอมไซม์มาช่วยย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก ร่างกายช่วงนี้จะมีความตื่นตัวมาก จึงเป็นช่วงที่เหมาะต่อการทำงาน/ทำกิจกรรม

11:00 - 13:00 น. เป็นช่วงเวลาของ หัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือด และสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ช่วงนี้ระดับความดันเลือดในร่างกายยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น คนที่หัวใจผิดปกติ ช่วงนี้จะมีเหงื่อออกมากและรู้สึกร้อน อบอ้าว

13:00 - 15:00 น. เป็นช่วงเวลาของ ลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับ มื้อกลางวัน

15:00 - 17:00 น. เป็นช่วงเวลาของ กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งทำหน้าที่เก็บน้ำกรองจากไต โดยเฉพาะช่วง 17:00 น. เป็นช่วงที่หลอดเลือดหัวใจ และกล้ามเนื้อร่างกายมีความแข็งแรง เหมาะกับการออกกำลังกาย  

17:00 - 19:00 น. เป็นช่วงเวลาของ ไต เพื่อกรองของเสียออกจากเลือด และรักษาสมดุลในร่างกาย ช่วง 18:30 น. ระดับความดันเลือดจะเพิ่มขึ้นสูงสุด และช่วงนี้ควรดื่มน้ำสะอาด ไม่ควรดื่มน้ำเย็น และไม่ควรนอนหลับในช่วงนี้ เพื่อให้ไตได้กรองของเสียออกจากเลือดได้อย่างเต็มที่

19:00 - 21:00 น. เป็นช่วงเวลาของ เยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของหัวใจ และเป็นช่วงของระบบหมุนเวียโลหิต โดยเฉพาะช่วง 19:00 น. อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มขึ้นสูงสุด ผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง ช่วงนี้ต้องระวังอาการกำเริบ

21:00 - 23:00 น. เป็นช่วงเวลาของ ระบบทั้ง 3 คือ ระบบหายใจ ส่งผลต่อร่างกายช่วงบน (หัวใจ-ปอด) ระบบย่อยอาหาร ส่งผลต่อร่างกายช่วงกลาง (กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ) และระบบขับถ่าย ส่งผลต่อร่างกายช่วงล่าง (ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไสเล็ก) เป็นช่วงที่ร่างกายปรับสมดุลความร้อน และเป็นช่วงที่อุณหภูมิในร่างกายจะค่อยๆ ลดลง การขับถ่ายอุจจาระจะหยุดพักชั่วคราว ร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ควรนอนหลับพักผ่อน

23:00 - 01:00 น. เป็นช่วงเวลาของ ถุงน้ำดี เพื่อเก็บน้ำดีที่ได้จากตับและส่งน้ำดีมาช่วยย่อยไขมันที่ลำไส้เล็ก ถุงน้ำดี และตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันอย่างมาก

01:00 - 03:00 น. ช่วงเวลาของ ตับ เพื่อกำจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำมาสังเคราะห์และเก็บสะสมในรูปไกลโคเจน และสร้างน้ำดีมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ช่วงนี้ควรเป็นช่วงที่หลับสนิท เพื่อให้เลือดไหลเวียนมาที่ตับได้ดี เนื่องจาก เวลา 02:00 น. ร่างกายจะหลั่งเมลาโทนินได้สูงสุด การนอนไม่หลับ เครียด ได้รับสารพิษ หรือรับประทานอาหารหวานจัด จะส่งปัญหาถึงตับ สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ช่วงนี้อาจทำให้อาการกำเริบและหัวใจล้มเหลวได้



  
เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

แจก!!! 10 สูตรน้ำสลัด ลดความอ้วน ทำทานเองได้ ทำขายรวย



    

กดติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiiDeoGraph/

บทความที่ได้รับความนิยม